Air Sterilizer : สถาบันโรคทรวงอก

นพ.ทวีทอง กออนันตกูล วทบ., พบ., อบ.ศัลยศาสตร์ทรวงอก.
(แก้ไขครั้งสุดท้าย 2 สค. 2552 : 0830 )

ความนำ

ในช่วงที่มีการแพร่กระจายของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อได้ง่าย เช่น ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ตัวนี้ เชื้อโรคในอากาศที่เกิดจากการไอ จาม ของผู้ป่วย (ทั้งที่เป็นละอองฝอยขนาดเล็ก หรือ ละอองขนาดใหญ่ หรือ ละอองขนาดใหญ่ที่น้ำระเหยออกไป) จะมีปริมาณมากในอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโรงพยาบาล สถานบริการ ที่มีผู้ป่วยโรคนี้มารับการตรวจ

ในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยไข้หวัดมารับการตรวจจำนวนมาก ในบริเวณที่ผู้ป่วยรอตรวจ หรือ ในห้องตรวจโรคที่มีผู้ป่วยไอ จาม เป็นระยะๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ไอไม่ได้ปิดปากจมูก(รวมถึงกลุ่มที่พยายามปิดแต่ปิดไม่ทัน) ละอองฝอยที่มีเชื้อโรคที่ออกมาจากผู้ที่ป่วย จะลอยอยู่ในอากาศครอบคลุมบริเวณใกล้เคียง และ จะมีการเคลื่อนไหวไปตามการเคลื่อนไหวของอากาศในห้องนั้นตามสภาพ เช่น มีการถ่ายเทออกนอกอาคาร หรือ มีการลอยวนเวียนอยู่ในสถานที่รอตรวจ หรือ ห้องตรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากห้องรอตรวจหรือห้องตรวจโรคเป็นห้องปรับอากาศ(ห้องปิด) ละอองบางส่วนที่มีน้ำหนักมาก มีปริมาณเชื้อโรคมากกว่า จะตกลงสู่พื้นตามแรงดึงดูดของโลก ไปเำกาะติดที่ผิววัสดุ สิ่งของเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ที่อยู่บริเวณนั้น

จากการติดตามการแพร่โรคของโรคไข้หวัดใหญ่H1N1นี้พบว่า แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางแพทย์ ติดโรคจากผู้ป่วยได้ง่าย และ มีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคลากรมีประวัติว่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยในขณะที่ผู้ป่วยไอหรือจามออกมา แสดงว่าโรคไข้หวัดใหญ่ชุดนี้ติดต่อสู่ผู้อื่นได้ง่าย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหามาตราการ วิธีการ ที่มากกว่าที่ใช้อยู่เดิม เพื่อป้องกันการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ หรือ แม้กระทั่งป้องกันผู้อื่นๆที่มาตรวจ รวมทั้งญาติผู้ป่วยทีอยู่ในสถานที่นั้นๆด้วย

แผ่นกรองเชื้อโรค หรือ หน้ากากกรองละเอียด เช่น หน้ากาก เฮปป้า หน้ากากN95 ที่นิยมแนะนำให้แพทย์ พยาบาล ใช้กัน มีขนาดของช่องหน้ากากประมาณ 0.3 ไมครอน หรือ หน้ากาก N100 ที่กรองได้ละเอียดกว่า มีขนาดของช่องหน้ากากประมาณ 0.12 ไมครอน(ราคาแพงกว่า) ดูเหมือนจะเป็นอุปกรณ์หลักเบื้องต้นที่นึกถึงและนำมาใช้ป้องกันการสูดเอาเชื้อเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ จากการศึกษารายละเอียดทางด้านเทคนิคปรากฏว่าหน้ากากทั้งสองชนิดมีช่องกรองโตกว่าขนาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีขนาดเพียง 0.08-0.12 ไมครอน ดังนั้นหากหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อไวรัสที่อยู่ในละอองขนาดเล็กมาก(เล็กกว่า 0.3 ไมครอน)เข้าไป(มีปริมาณเชื้อไวรัสน้อยกว่า) เชื้อไวรัสมีโอกาสที่จะผ่านหน้ากากหรือแผ่นกรองนี้เข้าไปในระบบทางเดินหายใจได้ สำหรับกลุ่มเชื้อไวรัสที่แฝงตัวมาในละอองขนาดโตขี้น(ขนาดโตกว่า 0.3 ถึง 10 ไมครอน) จะมีคุณสมบัติที่สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้นาน หากสูดหายใจเข้าไปจะถูกดักจับโดยแผ่นกรองนี้ เชื้อโรคจะติดสะสมอยู่ที่แผ่นกรองในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ใช้จะต้องระมัดระวังขณะใช้งาน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเลิกใช้แผ่นกรอง หรือ นำกลับมาใช้ใหม่ จำเป็นต้องมีวิธีทำลายเชื้อ หรือ ฆ่าเชื้อที่รัดกุมอีกครั้งหนึ่ง สำหรับกลุ่มไวรัสจำนวนมากที่แฝงตัวมาในละอองขนาดโตกว่า 10 ไมครอน จะล่องลอยในอากาศได้ไม่นานก็จะตกลงสู่พื้นตามแรงดึงดูดของโลก อาจจะไปติดที่โต๊ะ เก้าอี้ หิ้งวางของ สิ่งของเครื่องใช้ ราวบันได ลูกบิดประตู ฯลฯ. พร้อมที่จะติดต่อไปยังผู้อื่นได้โดยทางสัมผัสด้วยมือ(ซึ่งการล้างมือบ่อยๆ หรือการหมั่นเช็ดละอองที่ตกอยู่ตามที่ต่างๆ ด้วยยาฆ่าเชื้อโรค ผงซักฟอก จะสามารถช่วยตัดการแพร่เชื้อโดยวิธีนี้ได้) ละอองเสมหะที่ตกลงมานี้ เมื่อเวลาผ่านไปน้ำที่เป็นส่วนประกอบของละอองระเหยออกไปเรื่อยๆ จนได้ระดับหนึ่ง ละอองนี้อาจจะลอยขึ้นมาในอากาศได้อีกหาก เช่น เมื่อมีลมพัด หรือ จากการทำความสะอาดพื้นด้วยการปัด กวาด ฯลฯ

เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่ารังสี UV ที่มีอยู่ในแสงแดด หรือ จากหลอด UV Lamp สามารถทำลายเชื้อโรคได้ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย และ ไวรัส รังสี UV แบ่งออกเป็๋นสามชนิด ตามช่วงความยาวคลื่น(หรือ ความถี่ ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ได้แก่ UV A, UV B และ UV C นักวิทยาศาสตร์พบว่า รังสี UV A UV B เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ในขณะที่รังสี UV C ไม่มีอันตรายต่อมนุษย์ อีกทั้งยังสามารถทำลายเชื้อโรคได้ทั้งแบคทีเรีย และ ไวรัส จนถึงบัดนี้หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าในโรงพยาบาลต่างๆ ได้มีการนำรังสี UV C มาใช้ทำลายเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในอากาศมานานแล้ว โดยที่โดยระบบนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกับเชื้อโรคที่เล็ดลอดออกมาจากตู้เตรียมเพาะเลี้ยงเชื้อของห้องปฏิบัติการทางจุลชีวะ

ปัจจุบันมีการใช้รังสี UV C แบบเปิด เพื่อทำลายเชื้อโรคในอากาศในห้อง(แบบโคมไฟหงาย เหนือศีรษะ ฉายรังสี UV C ขึ้นเพดาน) ละอองฝอยที่มีเชื้อโรคขนาดเล็กที่ลอยตัวอยู่ในห้อง เมื่อสัมผัสกับความร้อนที่เกิดขึ้นในห้อง ผสมผสานกับเครื่องปรับอากาศที่ทำให้ละอองนี้เคลื่อนไหว ละอองส่วนที่ลอยตัวขึ้นที่สูง ไปถึงระดับโคม เมื่อสัมผัสกับรังสี UV C ในเวลาที่นานพอ เชื้อโรคก็จะถูกทำลาย
สำหรับโรงพยาบาลที่ติดโคมไฟเหล่านี้แล้ว ่ในทางปฏิบัติจริงพบว่าแพทย์และพยาบาลไม่นิยมเปิดใช้ระบบนี้ เนื่องจากเข้าใจผิดว่ารังสีจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก ทั้งๆที่มีรายงานยืนยันว่ารังสี UV C ไม่มีอันตรายต่อมนุษย์ (ในกรณีที่สัมผัสมาก ก็จะเป็นแค่ระคายเคือง) (รังสี UV A, UV B เท่านั้น ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์) นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าละอองฝอยที่มีเชื้อโรคขนาดเล็กเหล่านี้กว่าจะลอยตัวขึ้นระดับสูงเพื่อให้สัมผัสกับรังสีอาจจะใช้เวลานานกว่าที่จะไม่สูดหายใจเข้าไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวโคมไฟชนิดหงาย UV C แบบเปิด แม้จะมีการติดตั้งระบบแล้วกลับมีผู้ใช้ไม่มาก

การใช้รังสี UV C แบบปิด
ด้วยเหตผลดังกล่าว เพื่อปกปิดรังสีไม่ให้ออกมาภายนอกไม่ให้ระคายเคืองต่อมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาที่แพทย์ พยาบาล ไม่ยอมใช้รังสี UV C แบบเปิด ทีมนักวิจัยของกรมควบคุมโรคติดต่อ(พศ.2541)จึงได้ศึกษา ออกแบบสร้าง ตู้รังสี UV C ระบบปิด ที่ไม่ให้รังสี UV C(แม้จะไม่มีอันตรายต่อมนุษย์) เล็ดลอดออกมาภายนอก โดยให้มีระบบดูดอากาศเพื่อดูดเอาอากาศภายนอกที่สงสัยจะมีเชื้อหนาแน่น(ไม่ต้องรอให้ค่อยๆลอยตัว) ไปทำลายเชื้อโรคในตู้ ปล่อยออกมาเป็นอากาศที่เชื้อโรคที่ถูกทำลายแล้ว งานวิจัยนี้ใช้เวลาในการวิจัย ประมาณ 2 ปี จนได้ความเหมาะสมของอุปกรณ์ และ ได้ค่าระยะเวลาที่สั้นที่สุดที่ทำให้เชื้อโรคถูกยับยั้งการเติบโต ตลอดจนการศึกษาผลของการทำงานในการนำใช้งานจริงด้วย (ตั้งแต่ พศ.2541 เป็นต้นมา)(อ้างอิง1)

ภาพประกอบ

อธิบายภาพ การไอ ที่ผู้ไอไม่ปิดปากและจมูก ตลอดจนการจาม การขากเสมหะ (การหัวเราะ การพูด ตะโกน ร้องเพลง เชียร์กีฬา) จะสร้างละอองฝอยของน้ำลาย เสมหะ ออกมาในอากาศ ละอองฝอยที่ออกมา มีทั้งขนาดใหญ่ กลาง และ เล็ก ซึ่งหากเป็นผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในช่วงที่มีเชื้อไวรัสในคอ จมูก (ปอด) (ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีอาการหรือไม่มีอาการ) ก็จะมีเชื้อไวร้สไข้หวัดใหญ่ออกมาด้วยเป็นปริมาณมาก ละอองที่ออกมาที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอน จะพุ่งไปข้างหน้า(3 ฟุต, 1.2ม., 2ม. …) แล้วตกลงที่พื้นตามแรงดึงดูดของโลก ละอองที่มีขนาดเล็ก จะล่องลอยในอากาศได้เป็นเวลานาน(หลายนาที ..) ละอองฝอยทั้งสองแบบที่ล่องลอยในอากาศนี้ หากผู้เคราะห์ร้ายที่ผ่านไปได้สูดดมเข้าไป ได้รับเชื้อโรคเข้าร่างกาย ทำให้ติดเชื้อ ติดโรคได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใดก็ตาม หากจะไอหรือจาม จะต้องปิดปากและจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้า หรือ mask เพื่อไม่ให้เชื้อโรคได้ออกมาล่องลอยในอากาศ ส่งต่อโรคให้ผู้อื่น มาตราการนี้เป็นมาตราการที่สำคัญทีสุด ที่สังคมนี้จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวด หากผู้ที่ไอหรือจามทุกท่านได้ปฏิบัติดังนี้ บุคคลอื่นที่อยู่ในสังคม ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องปิดปากและจมูก อีกทั้งการปิดปากหรือจมูกก็ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่องของผ้าปิดปากที่มีใช้อยู่ มีขนาดโตกว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (อ้างอิง 2, 5)

หลักการ

  • ใช้รังสี UV C ฆ่าเชื้อโรคในอากาศ
  • เป็นระบบปิด รังสีไม่ออกมาภายนอก
  • ดูดอากาศจากภายนอกเข้าไป ผ่านหลอด UV C อย่างช้า ๆ ปล่อยอากาศที่ทำลายเชื้อแล้วออกมาภายนอก
  • ปรับระดับสูงต่ำของการดูดอากาศได้ ปรับทิศทางของอากาศที่ออกมาได้
  • ใช้ไฟฟ้า 200 Volts AC 50Hz 18 Watt
สนใจ ต้องการทราบรายละเอียด กรุณาติดต่อ สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ โทร 02-580-1965 

การดำเนินการ

คณะทำงานประกอบด้วย นพ.มนัส วงศ์เสงี่ยม แพทย์ระบบทางเิดินหายใจ(สถาบันโรคทรวงอก) อจ.ประดิษฐ์ เหมือนคิด (สถาบันเทคโนพระจอมเกล้า พระนครเหนือ), คุณวิโรจน์ นรไกร สถาปนิก(กองแบบแผน), อจ.บุญช่วย เอี่ยมโภคลาภ อจ.สมศักดิ์ เหรียญทอง นักจุลชีววิทยา(สถาบันบำราศนราดูร และ กองวัณโรค), อจ.เจริญ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม(กรมอนามัย), อจ.นพ.สราวุธ สุวัณณะทัพพะ นพ.ทวีทอง กออนันตกูล ผุ้ทรงคุณวุฒิ นักระบาดวิทยา(กรมควบคุมโรค) มีขั้นตอนการดำเนินการดังต่อไปนี้

  • ออกแบบตู้ ให้เป็นแบบ ท่อกลม กลวง ปิดหัว ท้าย ไม่ให้แสงยูวี รั่วออกมาภายนอก
  • ศึกษาคุณลักษณะมอเตอร์พัดลมดูดอากาศ เลือกใช้พัดลมที่ให้อัตราไหลของอากาศที่เหมาะสม ไม่ให้เร็วเกินไป เพื่อให้เชื้อโรคได้รับรังสีในขนาดที่มากพอ
  • สร้างเครื่อง ทดลอง ทดสอบ แอโรไดนามิกส์
  • ทดลองประสิทธิภาพกับเชื้อโรค เชื้อวัณโรค และ เชื้ออื่นๆ
  • สรุปผลการทดสอบ เพื่อปรับแบบให้เหมาะสม
  • ทดสอบซ้ำ จนได้ผลเป็นที่พอใจ



ผลการดำเนินการ

ผลงานที่ผลิดขึ้นจากงานวิจัย (พศ.2541 ถึง ปัจจุบัน)


1. แบบตั้งกับพื้น

แบบตั้งพื้น มีการดูดอากาศจากส่วนล่างของท่อ ผ่านในท่อซึ่งมีหลอดรังสี UV ขนาด 20 Watt อยู่ตรงแกนกลาง ไปออกที่ส่วนบนของท่อ โดยมีระบบลิ้นกันแสงไม่ไห้รังสี UV C รั่วออกมาภายนอก

เมื่ออากาศที่มีเชื้อโรค หรือ มีหยดเชื้อโรค ถูกดูดเข้าไป สัมผัสกับรังสีUV C เชื้อโรคที่ถูกรังสีจะถูกทำลาย(จะต้องมีเวลาสัมผัสรังสีที่มากพอ)


2. แบบติดเพดาน

แบบติดเพดาน
ตู้ดูดอากาศเข้าไปทำลายเชื้อแบบติดเพดาน ใช้หลอดขนาด 20 watts จำนวน 2 หลอด ใช้พัดลมดูดอากาศความเร็วสูง ดูดอากาศได้เป็นบริเวณกว้าง

(คลิ๊กอ่านรายละเอียด FullText การทดสอบประสิทธิภาพของUV ในการทำลายเชื้อโรค)


3. แบบตู้อ่านฟิล์ม (วางใกล้คุณหมอ)

ใช้ที่ห้องทันตกรรม สถาบันโรคทรวงอก


4. แบบติดผนัง

ใช้ในห้องBURN รพ.นพรัตน์



รวมภาพ

REFERENCES:

3-med-tech/uv-mask/uv-aircleaner.txt · Last modified: 2009/08/05 08:49 by admin
Back to top
chimeric.de = chi`s home Creative Commons License Valid CSS Driven by DokuWiki do yourself a favour and use a real browser - get firefox!! Recent changes RSS feed Valid XHTML 1.0