นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้ประดิษฐ์โคมไฟยูวีสู้วัณโรคดื้อยา และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งหมด

สกุลไทย ฉบับที่ 2454 ปีที่ 47 ประจำวันอังคารที่ 30 ตุลาคม 2544

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้ประดิษฐ์โคมไฟยูวีสู้วัณโรคดื้อยา และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งหมด
นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิฯและครอบครัว

ในยุคที่ประชาชนคนไทยกำลังตั้งตารอบริการจากรัฐบาลในข้อหาที่ว่า “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” โดยเริ่มต้นใช้บริการนี้กันไปหลายจังหวัดเกือบจะทั่วประเทศแล้วก็ตาม สุขภาพพลานามัยของคนเราก็ดูเหมือนว่า บำรุงรักษาเท่าใดก็ยังไม่ทันโรคภัยต่างๆ ที่เข้ามาคุกคามไม่ว่าจะเป็นโรคอันเกิดจากไวรัสชนิดใหม่ๆ หรือโรคซึ่งเคยเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ในสมัยก่อนและดูเหมือนจะหายไปแล้วแต่ทว่ากลับฟื้นคืนมาใหม่ เช่น ไข้ทรพิษหรือวัณโรค เป็นต้น

วงการแพทย์ของเรามิได้นิ่งนอนใจในเรื่องเหล่านี้ เช่น แพทย์ผู้หนึ่งคือ นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าหน่วยโรคปอดและไอ.ซี.ยู. โรงพยาบาลวิชัยยุทธ นายแพทย์มนูญเป็นประธานกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เขาจบคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ แล้วไปหาประสบการณ์ทำงานในนิวยอร์กซิตี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยความเชี่ยวชาญถึง ๕ สาขาในสหรัฐอเมริกา เป็นเวลากว่า ๒๐ ปี แล้วในที่สุดเขาก็เดินทางกลับมาตุภูมิ นำความรู้ความชำนาญมาใช้แก้ไขปัญหาสาธารณสุข รวมทั้งมีเวลาได้ดูแลบิดา มารดาในบั้นปลายของชีวิต ตลอดจนบุตรสาวทั้งสองที่กำลังศึกษาในปัจจุบัน

นายแพทย์มนูญ กล่าวว่า“น่าแปลกใจว่าคนไทยเข้าใจผิดคิดว่าวัณโรคหายไปจากประเทศไทยแล้ว จริงๆ แล้ววัณโรคไม่เคยหายไปจากประเทศไทย ทั้งยังเป็นปัญหาของคนทั่วโลก จนปี ๒๕๓๖ องค์การอนามัยโลกประกาศว่าวัณโรคเป็นปัญหาฉุกเฉินระดับโลก ๑ ใน ๓ ของประชากรทั่วโลกได้รับเชื้อวัณโรค มีวัณโรคเกิดใหม่ปีละ ๘ ล้านคน ในจำนวนนั้น ๓ ล้านคน เสียชีวิตจากวัณโรค และในอีก ๒๐ ปี ข้างหน้าวัณโรคใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ ล้านคนต่อปี”

จากการสนทนาทำให้เราได้ทราบว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประเทศไทยขณะนี้มีคนติดเชื้อ HIV หรือเชื้อเอดส์จำนวน ๑ ล้านคน มีผู้ป่วยวัณโรคเกิดขึ้นใหม่ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ คน และเกือบ ๒ หมื่นคนเป็นวัณโรคที่มีการติดเชื้อ HIV ร่วมด้วยตัวเลขคนไข้ที่ได้รับเชื้อวัณโรค ๒๐ ล้านคน แต่ไม่ได้ป่วยเป็นวัณโรคกันทุกคน เชื้อโรคจะซ่อนตัวอยู่ในร่างกายจนเจ้าของร่างเสียชีวิต โดยไม่แสดงอาการมีประมาณ ๑๐% จึงมีอาการป่วย

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและมะเร็ง เมื่อกินยากดภูมิต้านทานก็จะเป็นการเร่งให้ปรากฏอาการวัณโรคได้รวดเร็วขึ้น ยิ่งคนไข้โรคเอดส์ก็จะยิ่งมีการเร่งสูง คนไข้โรคเอดส์ตายด้วยโรคติดเชื้อที่เข้าแทรกซ้อนจำนวนมาก

โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยวัณโรคจะอยู่ในวัยทำงานอายุระหว่าง ๑๕-๕๐ ปี รวมถึงผู้สูงอายุในเมืองใหญ่ ทั้งนี้เพราะคนกลุ่มนี้ต้องออกจากบ้านทุกวัน โอกาสได้รับเชื้อวัณโรคสูงมาก แต่เดิมเข้าใจกันว่าวัณโรคเป็นโรคของคนยากจนในชนบท แต่ปัจจุบันในเมืองใหญ่มีการใช้เครื่องปรับอากาศทุกหนแห่ง เชื้อวัณโรคสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นวันๆ ล่องลอยอยู่ในอากาศในสถานที่ใช้เครื่องปรับอากาศ คนก็สูดหายใจเก็บไว้ในปอดตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เชื้อวัณโรคจะถูกลมพัดออกนอกสถานที่นั้นแล้วถูกฆ่าโดยแสงแดดตามธรรมชาติ

“การติดต่อเป็นไปได้ง่ายมาก โดยเฉพาะรถโดยสารที่ติดเครื่องปรับอากาศ ไม่ว่าจะเป็นรถสาธารณะ รถส่วนตัว หรือบนเครื่องบิน รถไฟ ในย่านศูนย์การค้าโรงภาพยนตร์ โรงแรม โรงพยาบาล วัณโรคไม่ได้เป็นเฉพาะคนจนตามท้องไร่ท้องนา หากแต่คนร่ำรวยมีฐานะก็เป็นโรคนี้จำนวนมาก หลายรายที่กำลังอยู่ระหว่างการรักษา

“เมื่อเกิดโรคเอดส์ระบาดในเมืองไทย ทำให้วัณโรคเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว คนไข้เป็นโรคเอดส์มีภูมิต้านทานต่ำ เชื้อวัณโรคที่ซ่อนอยู่ในตัวก็จะเจริญขึ้นเมื่อความต้านทานของคนเราต่ำก็จะรับเชื้อวัณโรคได้ง่าย คนเหล่านี้จะป่วยวัณโรคในระยะเวลาอันสั้นภายใน ๖ สัปดาห์ ก็แพร่กระจายให้คนอื่นได้ทันที โรคเอดส์นั้นเหมือนน้ำมันราดบนกองไฟ วัณโรคคุกรุ่นอยู่แล้วเกิดเป็นไฟไหม้ฟาง แต่คนไทยไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมหันตภัย สื่อจะต้องรณรงค์ให้คนไทยรู้จักวัณโรคให้ดีขึ้น เกรงกลัวในความร้ายกาจด้วย

ผมเป็นหมอด้านโรคปอด ทำงานในต่างประเทศ ที่นิวยอร์กซิตี้เขามีปัญหาวัณโรคเห็นความสำเร็จในการควบคุมวัณโรคในเมือง ของเขาเมื่อกลับมาเมืองไทยปรากฏว่าเมืองไทยใช้วิธีการล้าหลังอย่างแอฟริกา ไม่มีวิวัฒนาการใหม่เพื่อต่อสู้วัณโรค การวินิจฉัยวัณโรคเรายังใช้วิธีการย้อมเชื้อหาด้วยกล้องจุลทรรศน์เป็นวิธี การเมื่อ ๑๑๐ ปีที่แล้ว ในขณะที่เชื้อโรคก้าวไกลดื้อยาไปแล้วการย้อมเชื้ออาจจะไม่เจอก็ได้ คนไข้ใหม่ทุกคนได้สูตรยาเดียวกันหมด ใครไวต่อยาก็หาย ใครดื้อต่อยาไม่หาย ซ้ำร้ายสูตรยามาตรฐานทำให้ดื้อยาหนักขึ้น เดิมดื้อยา ๑ ขนาน เป็นดื้อยา ๒ ขนานเป็น ๔ ขนาน โอกาสที่จะรักษาหายขาดก็น้อยลงไปทุกที” นายแพทย์มนูญกล่าวต่อไปว่า นายแพทย์มนูญ ลีเชวงศ์ เมื่อหาประสบการณ์ทางการแพทย์อยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา ๒๐ ปี ก่อนที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยาฯ กับคณะที่ปรึกษา รศ.นพ.เชิดศักดิ์ ธีระบุตร ศ.เกียรติคุณ นพ.ดิเรก อิศรางกูรฯ

“เชื้อที่ไม่ดื้อยา ค่ายา ๓,๐๐๐ บาท เมื่อพบเชื้อดื้อยาใช้ยาเป็นแสนบาท เมื่อผ่าตัดคนไข้จะมีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้น ต้องค้นหาเชื้อดื้อยาแล้วรักษาต้นๆ โอกาสหายได้เร็วมากขึ้น ถ้ารักษา ๖ เดือนไปแล้ว มาพบเป็นเชื้อดื้อยาก็ช้าจนเกินไป เชื้อจะดื้อมากขึ้นไปอีก”

ก่อนหน้าที่จะมียารักษา จำนวนผู้ป่วยวัณโรค ๑/๓ เสียชีวิตภายใน ๑ ปี และครึ่งหนึ่งเสียชีวิตภายใน ๕ ปี จำนวน ๑/๔ หายได้เอง แต่อีก ๑/๔ ไม่หายแต่ไม่ตาย เป็นพาหะแพร่เชื้อวัณโรคให้ผู้อื่น

“วัณโรคติดต่อทางการหายใจ เมื่อผู้ป่วยวัณโรค พูด ไอ หรือจาม เชื้อวัณโรคจะลอยออกมาในอากาศ คนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนไข้ในระยะเวลานานๆ ในสถานที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ในที่มีผู้คนแออัด มีการติดเครื่องปรับอากาศ โอกาสติดเชื้อวัณโรคมากกว่าคนที่อยู่ในที่โล่งซึ่งมีอากาศโปร่งและถ่ายเทได้ดี” เขากล่าว

ผู้ป่วยวัณโรคจะทรมานมาก มีอาการไออยู่ตลอดเวลารวมถึงมีไข้ทุกวัน ไม่มีแรงทำงานน้ำหนักลดลง ๓๐-๔๐ กิโลกรัม เมื่อวัณโรคเข้าสู่เนื้อปอด เชื้อจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดตามอวัยวะต่างๆ เข้าต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มปอด เยื้อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้มสมอง กระดูกและข้อ ไต ต่อมหมวก ไต มดลูก รังไข่ ปีกมดลูก ลูกอัณฑะ ตับ ลำไส้ เยื่อหุ้มช่องท้อง ไขกระดูก ตา หู คอ กล่องเสียง หลอดลม ผิวหนัง

คนที่มีภูมิต้านทานดี ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อวัณโรคหรือควบคุมเชื้อวัณโรคไว้ให้สงบในอวัยวะต่างๆ โดยที่เชื้อไม่ตาย แต่ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เด็กเล็กกลุ่มที่ขาดอาหาร เบาหวาน มะเร็ง ติดเชื้อ HIV กินยาเสตียรอยด์ หรือยากดภูมิต้านทาน โรคตับ หรือไตวายเรื้อรัง เชื้อวัณโรคจะแบ่งตัว ทำลายอวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ปอด”

นายแพทย์มนูญอธิบายว่า เมื่อวัณโรคเข้าสมองจะเป็นอันตรายมาก มีอาการปวดหัว ชัก สิ้นสติ อาเจียน การรักษาสิ้นเปลืองจำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดแพทย์ ห้องปฏิบัติการที่จะตรวจว่าเชื้อโรคไวต่อยาหรือดื้อยาหรือไม่มี ๔ แห่ง คือกองวัณโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่บางโคล่ โรงพยาบาลโรคทรวงอก นนทบุรี สมาคมปราบวัณโรค พหลโยธิน โรงพยาบาลศิริราช

ทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่นายแพทย์มนูญเป็นประธานกรรมการอยู่ในขณะนี้ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทดสอบ ความไวของเชื้อวัณโรคตามหลักการของแพทย์สมัยใหม่จะมีอยู่ที่สถานพยาบาลของ รัฐทุกแห่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้แพทย์ผู้รักษาปรับเปลี่ยนยาให้ถูกต้องเมื่อทราบผลความไวต่อมา เป็นประโยชน์ในการควบคุมสถานการณ์เชื้อดื้อยา การดำเนินงานของคณะกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ดำเนินมาอย่างเป็นระบบโดยมีที่ปรึกษา คือ ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ศ.เกียรติคุณ นพ.ดิเรก อิศรางกูร ณ อยุธยา พ.ต.อ.หญิง ท่านผู้หญิงวงศ์พรรณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นพ.สมทรง รักษ์เผ่า อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อ และมี รศ.ดร.อังคณา ฉายประเสริฐ ภาควิชาจุลชีววิทยา สาขามัยโคแบคทีเรีย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล รับผิดชอบงานเพาะเชื้อและตรวจหาความไวต่อยา คนไข้ที่ป่วยเป็นวัณโรคและปรากฏอาการให้เห็น บางรายรักษาแล้วหายขาดได้แต่บางรายเสียชีวิต

ดังนั้น กองทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงมีความสำคัญมาก เป็นประโยชน์ต่อการรักษาให้หายขาด ทั้งนี้เพราะการที่มีเชื้อวัณโรคดื้อยา เกิดจากแผนการรักษาวัณโรคในอดีต ใช้สูตรยาดีที่สุดตั้งแต่ต้นโดยไม่มีการควบคุมที่ดี ปล่อยให้ผู้ป่วยวัณโรครับประทานยาบ้าง หยุดบ้าง เลือกรับประทานยาไม่สม่ำเสมอบ้างเกินหรือต่ำกว่าขนาดทำให้บางครั้งเกิดอาการแพ้ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เป็นผดผื่นคัน เมื่อรับประทานไม่สม่ำเสมอ เกิดเชื้อดื้อยาขึ้น ผู้ป่วยไม่หายขาดจากวัณโรค เชื้อที่เหลืออยู่ยังเป็นเชื้อที่ไวต่อยา

ทุกวันนี้การรักษาวัณโรคดื้อยาค่อนข้างยาก ต้องอาศัยห้องปฏิบัติการทำการเพาะเชื้อหาความไวต่อยาที่เหลือทุกชนิด ต้องพึ่งยาหลายขนาน ตลอดจนการผ่าตัดเมื่อพบว่าเนื้อปอดทั้งกลีบหรือทั้งข้างถูกทำลายลงแล้ว ต้องให้ยาอย่างน้อย ๓ ตัว ต้องเป็นยาใหม่ที่ผู้ป่วยไม่เคยได้รับมาก่อน รวมทั้งพิสูจน์ด้วยว่าต้องไม่ดื้อยา ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา ๒ ปี

ด้วยประสบการณ์ตรวจรักษาวัณโรคดื้อยาในต่างประเทศ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีเชื้อ HIV ร่วมด้วย เมื่อเชื้อดื้อต่อยา ๖ ขนาน ได้รับยาต่อเนื่องถึง ๖ ปี โอกาสที่จะรักษาหายขาดเพียง ๕๖% ถ้าไม่หายโอกาสเสียชีวิตสูงถึง ๔๖% ช่วงผู้ป่วยวัณโรคจะเสียชีวิตภายใน ๑ ปี ๕๐% จะเสียชีวิตภายใน ๕ ปี ๒๕% หายเอง อีก ๒๕% ไม่หายและไม่เสียชีวิต แต่จะเป็นพาหะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ยิ่งมีการวินิจฉัยโรคดื้อยาให้เร็วที่สุด จะเป็นประโยชน์ในการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพหลายขนาดเพียงพอที่จะรักษาวัณโรคดื้อยาให้หายขาดได้

“วัณโรคมีมาแล้วเป็นพันปี วัณโรคที่เรารู้กันมากที่สุดกระจายในโลกเริ่มต้นมาจากกลุ่มยุโรปตะวันตกประมาณ ๔๐๐ ปีที่แล้ว อังกฤษ ช่วงสมัยศตวรรษที่ ๑๖ ผู้ป่วยวัณโรคมีจำนวนมาก ๒๐% สาเหตุการตายคือวัณโรค เริ่มเดินทางออกนอกประเทศไปยุโรปตะวันออก พวกยุโรปตะวันตกที่ล่าอาณานิคมนั้นไปไหนก็เอาวัณโรคไปให้กระจายจากยุโรปตะวันตกทั่วไปหมด

วัณโรคเข้ามาในเมืองไทยช่วงสมัยล่าอาณานิคม เมื่อเข้ามาในเมืองไทย ผู้คนล้มตายจำนวนมากเพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน จากนั้นคนไข้ค่อยลดลงเพราะมียารักษาโรคเมื่อ ๕๐ ปีก่อน คือยาสเตร็ปโตมัยซิน เมื่อมียาคนไข้ก็เริ่มหายหวาดกลัว”

ปกติคนไทยจะมีการฉีดวัคซีนพีซีจีช่วยป้องกันเด็กไม่ให้เกิดวัณโรคขึ้นสมอง เมื่ออายุเกินกว่า ๑๕ ปี คุมไม่ได้แล้ว โรคนี้ป้องกันไม่ได้ เมื่อเกิดแล้วรักษายากมากด้วย

นายแพทย์มนูญกล่าวว่า “ค่าตรวจแพงมาก ๒,๐๐๐ บาท รู้ผลภายใน ๑ เดือน ถือว่าเร็วที่สุดแล้ว เราไม่สามารถเร่งซื้อวัณโรคให้โตเร็วกว่านั้น ถ้าเรารู้ ๑ เดือนมีประโยชน์ เราต้องตรวจเป็นแสนคน จำเป็นต้องหาวิธีถูกกว่าประหยัดและรวดเร็ว จึงเอาวิธีฝรั่งเขาเลิกใช้แล้วมาทำในบ้านเรา ปรากฏว่าวิธีนี้ดี แพทย์เอาข้อมูลไปใช้ได้ ในราคาไม่แพงจนเกินไป ถ้าเราทำอย่างนี้กับสถานพยาบาลทุกแห่งในประเทศเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมสถานการณ์

เราได้เงินเข้ามาเกือบ ๔ ล้านบาท จากคนไข้โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โดยการนำของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ดิเรก อิศรางกูร นำผมเข้าเฝ้ากราบทูลพระพี่นางให้ทรงทราบสถานการณ์วัณโรคการดื้อยาในปัจจุบันท่านสนพระทัยพร้อมทรงพระกรุณารับไว้ในองค์อุปถัมภ์ ประทานเงิน ๑ ล้านบาท จากทุนสมเด็จย่าและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อีก ๓ แสนบาท ได้รับการสนับสนุนจาก พระเจ้าพี่นางเธอฯ มีเงิน ๖ ล้านบาท เพียงพอทำงานได้ทั้งประเทศ”

“วัณโรคสามารถเป็นโรคข้ามแดนได้ เพื่อนบ้านไม่จำกัดที่เข้ามาบ้านเรา เราให้ความช่วยเหลือ เช่น กัมพูชา พม่า เวียดนาม ลาว เพราะประเทศเหล่านี้ไม่มีห้องปฏิบัติการ เราจะเป็นผู้นำในด้านห้องปฏิบัติการเซ้าท์อีสเอเชีย ในประเทศอเมริกาเขาทำมานานแล้ว ระยะเวลาไม่กี่ปีเราต้องเป็นผู้นำ ลงทุน ๑๐๐ บาท/คน สถานการณ์ในพม่าเป็นวัณโรคมากกว่าเรา เจอเชื้อได้ยากมากกว่าเขตเรา เขากินยาบ้างไม่กินยาบ้าง มีเงินซื้อยาบ้างไม่ซื้อยาบ้าง เราต้องช่วยเหลือเขา ผมเชื่อว่าถ้าเราช่วยเขา ประเทศที่ร่ำรวยกว่าเราต้องช่วยเรา เพราะโรคนี้กระจายไปทั่วโลก เรานั่งเครื่องบินจากบ้านเราไปอังกฤษไปแพร่เชื้อได้ทันที”

นายแพทย์มนูญเรียนจบแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี ๒๕๑๕ รุ่นเดียวกับ แพทย์หญิงนิตยา คชภักดี และ นายแพทย์กำธร เผ่าสวัสดิ์ จากนั้นเขาไปเรียนต่อด้วยทุนส่วนตัวที่สหรัฐอเมริกา และทำงานฝึกหัดที่โรงพยาบาลในนครนิวยอร์ก จนจบเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมและโรคปอด เป็นผู้ชวยศาสตราจารย์ Mount Sinai School of Medicine นิวยอร์ก เป็นเวลา ๗ ปี

บอร์ดจากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับคือ American Boards of Internal Medicine, Pulmonary Disease/Critical Cave Medicine, Fellow of American College of Physicians, Fellow of American College of Chest Physicians

ด้วยประสบการณ์ ๒๐ ปี ในการทำงานที่สหรัฐอเมริกา นายแพทย์มนูญอยากจะกลับมาทำงานในเมืองไทยเพื่อใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ ส่วนหนึ่งเพื่อมาดูแลบิดา มารดาในบั้นปลายของชีวิตและต้องการให้ลูกสาวสองคนได้รับการศึกษาที่เมืองไทย ด้วยไม่ต้องการให้ลูกสาวเติบโตเป็นคนอเมริกัน

“ผมอยากให้เขาเป็นคนไทย พูดไทย เขียนไทยได้ ถ้าเราพาเขากลับมาตอนเด็กๆ เขาพร้อมกลับกับพ่อแม่ แต่ถ้าเรากลับตอนเขาเป็นหนุ่มสาวต้องใช้เวลาปรับตัวมาก”

ครอบครัวนายแพทย์มนูญ มีสายสมร คู่ชีวิตเป็นผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาอะเส จำกัด เป็นงานตกแต่งภายใน ส่วนเอวริน (อี๊ฟ) เรียนแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ปี ๓ อลิสา (ลิซ่า) กำลังเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

เมื่อเขาเดินทางกลับมาเมืองไทยมีรายได้เดือนละ ๓ หมื่นบาท ซึ่งแตกต่างจากที่อเมริกาซึ่งเคยได้สามหมื่นยูเอสดอลลาร์ จากนั้นเขาย้ายมาที่วิชัยยุทธ เพราะมีเพื่อนมากและสะดวกที่จะหมั่นไปดูแลบิดาที่พำนักอยู่ใกล้ๆ กัน เขายังสามารถจัดแบ่งเวลาเป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสือได้อีกด้วย

“ผมดูแลคนไข้โรคเอดส์ที่เป็นวัณโรค ก็กลัวคนไข้จะแพร่กระจายเชื้อให้ผมด้วย เขาไอต่อหน้าเรา เราก็กลัว เราต้องการหาอะไรที่ป้องกันตัวเราด้วย ในต่างประเทศเขามีวิธีการป้องกัน เขาใช้รังสีอุลตร้าไวโอเล็ตในการป้องกันวัณโรค แต่ผมมาเมืองไทยไม่มีเครื่องมือป้องกันในเมืองไทยใช้ห้องอบฆ่าเชื้อ พอคนไข้เดินมาไอก็ใช้ไม่ได้แล้ว ผมสวมวิญญาณนักประดิษฐ์ออกแบบโคมไฟยูวีขึ้นมาเพื่อใช้ป้องกันตัวผม อันนี้เป็นหลอดไฟยูวีซีใช้ฆ่าเชื้อโรคในอากาศคือให้แขวนลอย เมื่อเชื้อวัณโรคออกมาจากคนได้อุณหภูมิร้อนจากคนก็จะลอยไปหาเย็น ขึ้นไปข้างบนเจอไฟยูวีก็ถูกฆ่า อากาศในห้องก็สะอาดด้วย เชื้อโรคตายก็ทำอันตรายเราไม่ได้”

ออกแบบจดสิทธิบัตรโคมไฟยูวี

ทั้งหมดตามที่นายแพทย์มนูญ กล่าวมานี้ได้มีการออกแบบจดสิทธิบัตรโคมไฟยูวีแล้วและไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เป็นการกุศลด้วยโคมไฟนี้ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียได้ทั้งหมด ฆ่าเชื้อไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค วิธีการติดตั้งก็ไม่ยาก ให้สูงกว่าศีรษะมากหน่อยโดยให้เปิดได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพียงแต่ไม่เห็นไฟ คนไข้อยู่กับเราก็เปิดตลอดเวลา

นายแพทย์มนูญสรุปว่า การทำงานเป็นแพทย์อยู่อเมริกานั้น เหมือนเครื่องจักรกลแต่อยู่เมืองไทยสามารถเป็นผู้ริเริ่มในหลายอย่างได้ หากผู้ใดสนใจจะช่วยเหลือทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิ ฯลฯ ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ๐-๒๖๑๘-๖๒๐๐ หรือ E-mail : manoonlee@yahoo.com

3-med-tech/uv-mask/uv-aircleaner3.txt · Last modified: 2009/07/31 00:25 by admin
Back to top
chimeric.de = chi`s home Creative Commons License Valid CSS Driven by DokuWiki do yourself a favour and use a real browser - get firefox!! Recent changes RSS feed Valid XHTML 1.0