บทความสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดลมพิการ

เรื่อง หลอดลมพิการ*

โดย นายแพทย์ทวีทอง กออนันตกูล นายแพทย์10 ด้านเวชกรรม

(*ศัพท์นี้ผู้เขียนกำหนดขึ้นเองเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย ตรงกับคำว่า หลอดลมโป่งพอง หรือ Bronchiectasis)

คุณเป็นผู้หนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดลมเพราะแพทย์ได้ตรวจความผิดปกตินี้เป็นผลจากโรคที่คุณเป็นอยู่ทำให้หลอดลมของคุณพิการไปเป็นบางส่วน ความพิการของหลอดลมนี้จะเป็นไปอย่างถาวรและ หากคุณไม่รู้จักวิธีการยับยั้งหรือวิธีป้องกันจะทำให้เกิดความพิการของหลอดลมส่วนอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงเพิ่มมากขึ้นในเวลาต่อมา ทำให้มีการขยายขอบเขตของโรคมากขึ้น

ลองมาทำความรู้จักกับความพิการที่เกิดขึ้นกันสักหน่อย ความพิการที่เกิดขึ้นนี้ภาษาแพทย์เรียกว่า หลอดลมโป่งพอง หรือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า บรอง-ฆิ-เอค-เด-สิส(Bronchiectasis) ลักษณะความพิการที่สำคัญก็คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และการทำงาน ของหลอดลมนั้น ผลก็คือทำให้หลอดลมส่วนนั้นมีรูปร่างผิดปกติ คือ ป่องออก และ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เหมือนหลอดลมปกติ ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงเลือกใช้คำว่า หลอดลมพิการ เพื่อให้เข้าใจง่ายการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของหลอดลมส่วนที่พิการนี้เกิดจากการที่ผนังหลอดลมส่วนนั้นอ่อนแอยืดออกกลายเป็นกระเปาะ เป็นแอ่งหรือ เป็นโพรงกว้าง เมื่อเทียบกับหลอดลมดดยทั่วไปที่อยู่ข้างเคียงเขาจึงตั้งชื่อว่า หลอดลมโป่งพอง สาเหตุที่ทำให้ผนังหลอดลมอ่อนแอเกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบที่บริเวณนั้น เช่น การอักเสบเนื่องจากหลอดลมอักเสบ ผลจากปอดอักเสบผลจากวัณโรคที่ผนังหลอดลมเป็นต้น หรือ เกิดจากการที่วัตถุแปลกปลอมชนิดที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกมาได้โดยวิธีธรรมชาติเข้าไปติดในหลอด และ ฯลฯ เมื่อมีการติดเชื้อแล้วผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาไม่ถูกวิธีทำให้มีการอักเสบของหลอดลมยืดเยื้อ เรื้อรัง การอักเสบนี้จะลุกลามไปทำลายโครงสร้างของผนังหลอดลมทีละน้อยจนกระทั่งผนังหลอดลมส่วนนั้นอ่อนแอ บอบบาง ยึดตัวออกเปลี่ยนรูปร่าง เป็นกระเปาะ นอกจากนี้ส่วนของหลอดลมที่ทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายกำจัดเสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมในหลอดลม(เซลล์ขน)ก็จะถูกทำลายไปด้วย ทำให้สูญเสียความสามารถในการขนย้ายกำจัดเสมหะหรือสิ่งแปลกปลอม ผลที่ตามมาก็คือมีการคั่งค้างของเสมหะที่บริเวณที่เป็นกระเปาะดังกล่าวเป็นปริมาณมากทำให้การอักเสบและการทำลายผนังหลอดลมขยายตัวมากขึ้นลุกลามทำลายหลอดลมที่อยู่ใกล้เคียงทำให้ขยายขอบเขตของหลอดลมพิการออกไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าจะมีวิธีการที่จะหยุด หรือชลอการขยายขอบเขตของความพิการนี้

ภาพจาก www.histopathology-india.net/Bron.htm

ภาพจาก http://www.healthsystem.virginia.edu/internet/radiology/images/traction.jpg

ภาพจาก : www.clinicalcorrelations.org/wp-content/uploa..

วิธีการที่สามารถหยุดหรือชลอการขยายขอบเขตของความพิการนี้สามารถทำได้ไม่ยาก ต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และ การปฏิบัติเป็นประจำ จึงขอแนะนำวิธี การปฏิบัติตัวเพื่อหยุดหรือชลอการขยายขอบเขตของความพิการอย่างง่ายๆเป็นข้อๆดังต่อไปนี้

1.จะต้องกำจัดเสมหะที่คั่งค้างในหลอดที่พิการออกมาให้หมด โดยการเทเสมหะในตอนเช้าและตอนก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน

2.ดื่มน้ำให้มากเพียงพอในวันหนึ่งๆไม่น้อยกว่า 2 ลิตร น้ำที่เพียงพอจะทำให้เสมหะ ไม่เหนียวกำจัดเสมหะออกได้ง่าย

3.หลีกเลี่ยงฝุ่นละออง ไอเสีย ละอองน้ำมัน ก๊าสระคายเคือง ควันบุหรี่ ในอากาศ

4.เมื่อมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ไอมีเสมหะ จะต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องทันที อย่าปล่อยให้เนิ่นนานหากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 ถึง 3 วัน ไอมีเสมหะเปลี่ยนสีควรที่จะพบกับแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ระบบทางเดินหายใจเพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไปในทันที

5.ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์ แข็งแรง เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบถ้วน เอาใจใส่เรื่องสุขภาพปาก และ ฟัน

รายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังต่อไปนี้

1.กำจัดเสมหะที่คั่งค้างในหลอดลมที่พิการออกมาให้หมดโดยการเทเสมหะในตอนเช้า และตอนก่อนนอน เป็นประจำทุกวัน

ในหลอดลมของคนปกติผนังของหลอดลมด้านในจะถูกฉาบโดยรอบด้วยน้ำที่มีลักษณะคล้ายเมือกหรือน้ำมูก สารเมือกนี้จะเป็นตัวการดักจับฝุ่นละออง สิ่งแปลกปลอมที่ปะปนเข้ามากับลมหายใจไม่ให้หลุดเข้าไปในหลอดลมหรือถุงลมส่วนลึก โดยอาศัยคุณสมบัติชื้น เปียก แฉะ ทำให้เม็ดฝุ่นละอองสิ่งแปลกปลอมที่มาตกกระทบติดกับตัวมันไม่กลิ้ง กระเด้ง หรือ เคลื่อนตัวเข้าไปในหลอดลมส่วนที่ลึกได้ สารเมือกนี้มีในมนุษย์ทุกคน ร่างกายจะสร้างสารเมือกนี้ขึ้นมาเองจากต่อมผลิตสารเมือกที่ฝังตัวอยู่ในผนังหลอดลม ร่างกายผลิตสารเมือกออกมาตลอดเวลา ผลิตมากหรือน้อย ผลิตเสมหะเหนียวมากหรือน้อยขึ้นกับความจำเป็นและการควบคุมของระบบอัตโนมัติของมนุษย์สารเมือกนี้จะมีการเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ จากหลอดลมส่วนที่ลึกกว่าออกมาส่วนที่ตื้นกว่า จนออกมานอกหลอดลม ลงไปในลำคอโดยที่เราไม่รู้สึกตัวเนื่องจากในภาวะปกติจะมีปริมาณสารเมือกน้อย และการเคลื่อนตัวช้ามากจนไม่เป็นที่สังเกต(น้อยกว่า 22 มม.ต่อ นาที) ดังนั้นฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในหลอดลม เมื่อชนผนังหลอดลมก็จะถูกสารเมือกจับเอาไว้และขับออกมาในคอด้วยวิธีนี้โดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ในบางครั้งหากฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในหลอดลมมีปริมาณ หรือมีคุณสมบัติก่อความระคายเคืองมากจะมีผลทำให้เมือกมีปริมาณมากขึ้นมีความเหนียวมากขึ้น จนทำให้รู้สึกได้ว่ามีเสมหะ ระคายคอ คันคอ และมีอาการไอ กลไกที่ทำให้สารเมือกเคลื่อนตัวได้ และทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมคือขนขนาดเล็กมากที่รองรับสารเมือกนี้ ขนขนาดเล็กนี้เป็นส่วนหนึ่งของเซลที่บุผนังหลอดลม มันจะโบกไปมาตลอดเวลาโดยอาศัยกลไกพลังงานของเซลบุผนังหลอดลม เมือ่มองดูการโบกของขนเหล่านี้(ใช้กล้องขยายขนาด 400 เท่า ก็พอจะมองเห็น) พบว่ามีการโยกไปและกลับไม่เหมือนกัน ผลก็คือทำให้สารเมือกมีการเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวทำให้เสมหะถูกขับออกจากภายในหลอดลมได้

ในผู้ป่วยหลอดลมพิการเซลขนจะถูกทำลายจากการอักเสบหากถูกทำลายไปเป็นปรืมาณมากจะทำให้หลอดลมบริเวณดังกล่าวไม่มีกลไกในการที่จะกำจัดสารเมือก สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค สิ่งเหล่านี้จะสะสมหมักหมมอยู่ตรงบริเวรดังกล่าว ประกอบกับผลของการเปลี่ยนแปลงทางดครงสร้างของผนังหลอดลมเป็นกระเปาะ ส่งเสริมให้มีการสะสม หมักหมม มากขึ้นและอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น เชื้อโรคจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ การอักเสบลุกลามขยายตัวออกเป็นบริเวณกว้างก่อให้เกิดการทำลายมากขึ้นไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้นหากต้องการหยุดการขยายขอบเขตของการพิการจึงควรที่จะหาวิธีการที่จะไม่ให้มีเสมหะตกค้าง หมักหมม การใช้แรงดึงดูดของโลกช่วย ทำหน้าที่แทนกลไกทางธรรมชาติที่ถูกทำลายไป ก้พอที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยได้ โดยใช้หลักการที่พยายามยกส่วนของหลอดลมพิการให้อยู่ในระดับสูงกว่าหลอดลมที่ต้องการให้มันไหลออกมา เมื่อให้เวลานานพอสมควรเสมหะที่หมักหมมในกระเปาะของหลอดลม ซึ่งมีความหนืดเหนียวพอสมควรจะค่อยๆไหลออกมาสู่หลอดลมที่ใหญ่กว่าและสามารถขับออกสู่ภายนอกได้โดยการไอ วิธีการเอาเสมหะที่ตกค้างสะสมในหลอดลมที่พิการออกมาจากร่างกายโดยอาศัยแรงดึงดูดของโลกเราเรียกกันง่ายๆว่า การเทเสมหะ

การเทเสมหะมักจะนิยมเทเสมหะวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง ในตอนเช้าและก่อนเข้านอน เพราะเสมหะที่เกิดขึ้นในตอนกลางคืนตลอดทั้งคืนจะไหลไปเก็บซ่อนตัวในตำแหน่งหนึ่งในท่านอน เสมหะนี้จะย้ายที่ไปเก็บหมักหมม ซ่อนตัวในอีกตำแหน่งหนึ่งในท่านั่งหรือยืนการเทเสมหะในตอนเช้าและก่อนอนจึงเป็นวิธีที่ดีที่จะกำจัดเสมหะออกมาได้ปริมาณมาก ไม่มีการต่อช่วงของการหมักหมมให้นานเกินไป ในกรณีที่อยู่ในระยะมีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบในหลอดลมอาจจะต้องทำการเทเสมหะมากกว่าวันละ 2 ครั้ง จึงจะใช้เวลาในการทำครั้งละไม่น้อยกว่า 10 นาที การที่จะต้องให้เวลานานพอสมควรเพราะเสมหะที่ตกค้างเป็นของเหนียวข้นเกาะหลอดลม การไหลของเสมหะลักษณะนี้จากที่หนึ่งไปสูงกว่าไปยังอีกที่หนึ่งที่ต่ำกว่าจึงจำเป็นต้องใช้เวลานานพอสมควรผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะต้องทำการเทเสมหะทุกวันวันตลอดชีวิต ช่วงใดที่มีการติดเชื้อ การอักเสบ อาจจะต้องเทบ่อยกว่าปกติผู้ป่วยหลายท่านมักจะบอกกับแพทย์ผู้รักษาว่าวันนี้ผมรู้สึกว่าไม่มีเสมหะตกค้างภายใน ผมจึงไม่ได้ทำการเทเสมหะตามที่คุณหมอแนะนำ เหตุผลที่ผู้ป่วยยกมาอ้างนี้เป็นเหตุผลที่ผิด เพราะร่างกายของเรามีการสร้างเสมหะออกมาตลอดเวลามากบ้างน้อยบ้าง ดังนั้นการที่จะรอให้มีความรู้สึกว่ามีเสมหะแล้วจึงจะมาทำการเทเสมหะ อาจจะเป็นการล่าช้าเกินไป เพราะกว่าที่ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวอาจจะมีเสมหะตกค้างอยู่เป็นปริมาณมากแล้วและเสมหะอาจจะหมักหมมอยู่หลายวันแล้วแพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยเทเสมหะเป็นประจำทุกวันแม้จะรู้สึกว่าไม่มีเสมหะก็ตามหรือแม้แต่เทเสมหะแล้วไม่มีเสมหะออกมาก็ยังจำเป็นต้องถือปฏิบัติเป็นประจำการพยายามไม่ปฏิบัติ เป็นประจำนิสัยอาจจะถือได้ว่าคุณกำลังทำลายตัวของคุณเองทีละน้อย วันละนิดโดยที่คุณไม่รู้สึกตัวกว่าขจะรู้ตัวก็สายเกินแก้เสียแล้ว

การเทเสมหะดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ให้พยายามหาท่านอน หรือ นั่ง หรือ ตะแคง หรือ ท่าต่างๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้หลอดลมที่พิการอยู่ในตำแหน่งที่สูงเสมหะที่ตกค้างในหลอดลมจะไหลลงสู่ที่ต่ำกว่ามาตามทางหลอดลมใหญ่ตามแรงดึงดูดของโลกตัวอย่างง่ายๆเช่น เมื่อแพทย์บอกว่าหลอดลมที่พิการอยู่ด้านซ้ายคุณจะต้องนอนตะแคงยกข้างซ้ายขึ้นสุง เพื่อให้เสมหะที่ตกค้างไหลลงมาจนถึงหลอดลมใหญ่แล้วไอออกมานอกหลอดลม

ในทางปฏิบัติการเทเสมหะก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพราะหากหลอดลมพิการอยู่ในหลอดลมที่แยกสาขาในระดับไกลออกไปทิศทางของหลอดลมจะมีการหักมุมหลายมุม บางครั้งคดเคี้ยว การเลือกตำแหน่งท่าทางที่เหมาะสมอาจไม่ตรงมาเหมือนกับตัวอย่างที่ยกมาในตอนต้น กรณีเช่นนี้แพทย์ผู้ชำนาญทางหลอดลมหรือนักกายภาพบำบัดที่มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้ สามารถให้คำแนะนำแก่คุณได้(หากมีปัญหากรุณาติดต่อหย่วยหลอดลม)ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นคนช่างสังเกตชอบทดลองจะเป็นผู้ที่รู้ดีว่าท่าใดจะมีเสมหะออกได้มากหรือออกได้ดีกว่า คุณเองก็ควรที่จะทดลองหาท่าทาง ตำแหน่งที่เหมาะสมในการเทเสมหะสำหรับตัวคุณเองให้ได้เสมหะออกมามากๆ คุณจะต้องมีความอดทนในการทดลองเพราะเมื่อคุณเลือกทดลองที่ตำแหน่งท่าทางใดแล้วคุณจะต้องอยู่ในตำแหน่งท่าทางนั้นเป็นเวลานานพอสมควรเพื่อรอให้เสมหะไหล บางครั้งอาจจะต้องรอหลายนาทีสำหรับแต่ละตำแหน่งที่เลือกทดลองในผู้ป่วยบางคนอาจมีความพิการของหลอดลมอยู่มากกว่าหนึ่งแห่ง กรณีเช่นนี้อาจต้องใช้ตำแหน่งท่าทางในการเทเสมหะมากกว่า 1 ตำแหน่ง แล้วแต่ความเหมาะสม

การกระเอมเบาๆ การไอเบาๆ ระหว่างการเทเสมหะ เช่นเดียวกับการเคาะผนังทรวงอกจากภายนอกเป็นการเร่งให้เสมหะเดินทางออกมาเร็วขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของการเทเสมหะดีขึ้น

2.ดื่มน้ำให้มากเพียงพอน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของเสมหะ เสมหะที่มีปริมาณน้ำมากจะมีความเหนียวหนืดน้อยกว่า สามารถไหลได้ดีกว่าการเทเสมหะจะทำให้ได้ง่ายกว่าคนเราปกติแล้วต้องการน้ำประมาณวันละ 2 ลิตร เมื่อร่างกายขาดน้ำจะรู้สึกคอแห้งเสมหะเหนียวไอเอาเสมหะออกยาก ผู้ป่วยที่เป็นไข้หรือหายใจหอบเร็วจะสูญเสียน้ำไปกับความร้อนและอากาศหายใจ ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องการน้ำมากกว่าปกติ จำเป็นต้องได้รับน้ำเข้าไปเพียงพอ แพทยืมักจะแนะนำให้ผู้ป่วยหลอดลมพิการดื่มน้ำมากๆ เพื่อหวังผลให้เสมหะที่ตกค้างในหลอดลมไม่เหนียว สามารถกำจัดออกได้โดยง่าย หากดื่มน้ำน้อยเสมหะจะข้นเหนียวกำจัดออกไม่ได้หรือกำจัดออกได้ยากเกิดการตกค้างสะสม หมักหมม ทำให้การติดเชื้อในหลอดลมมากขึ้น มีการขยายขอบเขตของความพิการกว้างขึ้น ยังไม่ทราบเหตุผลแน่ชัดว่าทำไมผู้ป่วยคนไทยวัยสูงอายุจึงไม่ชอบดื่มน้ำให้มากพอตามที่แพทย์แนะนำ นิยมดื่มแค่เพียงเล็กน้อย แม้แพทยืจะอธิบายเหตุผลต่างๆ ให้ทราบแล้วก็ตามผู้ป่วยก็ไม่ถือปฏิบัติตาม ทำให้มีปัญหาเรื่องเสมหะตกค้างและการติดเชื้อในหลอดลมรักษาหายยาก ผู้ป่วยหลายรายให้เหตุผลว่า ดื่มไม่ลง ผะอืดผะอม ไม่ชอบ และ ฯลฯ ซึ่งเหตุผลดังกล่าวที่อ้างเป็นเหตุฟลจากความนึกคิดของผู้ป่วยเองอย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นอีกครั้งการดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับคุณๆที่เป็นโรคนี้ มีความสำคัญยิ่งกว่าความผะอืดผะอม ความไม่ชอบ และเหตุผลอื่นๆที่กล่าวอ้าง เพราะน้ำเป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่งที่มีบทบาทในการหยุดยั้งการลุกลามขยายตัวของภาวะหลอดลมพิการ หรือหลอดลมโป่งพองนี้ได้ โปรดระลึกว่าการดื่มน้ำมากๆมีประโยชน์ ไม่เป็นอันตราย

3.หลีกเลี่ยงฝุ่นละอองและก๊าซหรือควันในอากาศ ฝุ่นละอองในอากาศอาจจะเป็นฝุ่นละอองชนิดที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น ฝุ่นดิน ฝุ่นทราย ฝุ่นที่อยู่ตามพื้นห้อง ฝุ่นจากพรมขนสตว์ ขนตุ๊กตา ฝุ่นชอล์ค ฝุ่นละอองเกษรดอกไม้ ฝุ่นในโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นจากแป้ง ฝุ่นละอองที่ลอยในอากาศ ฝุ่นละอองที่เกิดจากผ้าเบรคหรือคลัทช์รถยนต์ บนท้องถนน ละอองน้ำมันที่ออกมาจากท่อไอเสียปล่องควันโรงงานอุตสาหกรรมเป็นต้น หรือเป็นฝุ่นละอองชนิดที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น ฝุ่นที่มีขนาดเล้ก เชื้อโรค ฝุ่นที่มีความหนาแน่นของเม็ดฝุ่นน้อย เป็นต้น หรืออาจจะเป็นก๊าซหรือควันที่อยู่ในอากาศ เช่น ควันไฟจากการเผาไหม้ ควันบุหรี่ ก๊าซจากท่อไอเสียของรถยนต์ และ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มักจะระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ และเป็นตัวการที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจต้องหลั่งสารเมือกออกมามากกว่าปกติ เพื่อช่วยในการกำจัดเอาออกมาภายนอก ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นมาก เราจะสังเกตได้ว่ามีเสมหะออกมามากและเสมหะที่ออกมาจะมัลักษณะขุ่น สีคล้ำ นอกจากนี้ฝุ่นละออง ก๊าซหรือควันที่อยู่ในอากาศ อาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางชีวะเคมีกับน้ำเมือก ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ต่อผนังหลอดลม หรือทำลายผนังหลอดลม ผู้ป่วย ที่มีหลอดลมพิการ หรือหลอดลมโป่งพอง หากเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นละออง ก๊าซ หรือควันในอากาศดดยมิได้ระวังตัว สิ่งระคายเคืองเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการผลิตเสมหะออกมามากกว่าปกติ แต่ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกมาได้เนื่องจากความพิการของหลอดลมที่เป็นอยู่ ทำให้เกิดการสะสมของเสมหะ หมักหมมจนเกิดการอักเสบขึ้น ในเวลาไม่นานเมื่อเสมหะเหล่านี้ไม่ถูกขับออกไปกลับจะเพิ่มพูนมากขึ้น ขยายขอบเขตของโรคออกไปเรื่อยๆ ดังนั้นผู้ป่วยหลอดลมพิการจึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองและสิ่งระคายเคืองให้มากที่สุดเพื่อเป็นการป้องกัน หรือหยุดการขยายขอบเขตของความพิการ

4.เมื่อมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ จะต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องทันที ผู้ที่เป็นหลอดลมพิการ เมื่อมีอาการไอ ไอมีเสมหะ มีเสมหะมากขึ้น เสมหะมีสีขุ่นข้นคุณจะต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องทันทีจากแพทย์อย่าปล่อยให้เนิ่นนานการเทเสมหะอย่างถูกวิธีทำให้เสมหะไม่ตกค้าง ร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมจะช่วยรักษาการอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นจนกระทั่งการอักเสบลดลง และหมดสิ้นไปในที่สุด หากการติดเชื้อเกิดขึ้นไม่นานการทำลายผนังหลอดลมก็จะไม่เกิด หรือเกิดขึ้นเพียงเล็ก ดังนั้นหากพบว่าคุณมีอาการไอ มีเสมหะ มีไข้รุมๆ และอาการดังกล่าวเป็นมากขึ้น ปริมาณเสมหะในแต่ละวันเพิ่มมากขึ้น ลักษณะเสมหะขุ่นมากขึ้น ข้น และคล้ำ แสดงว่าการอักเสบภายในหลอดลมไม่ดีขึ้น มีการขยายขอบเขตออกเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิมคุณควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรไปรับรับการรักษาที่ดรงพยาบาลต่อไป เพราะอาจจะจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยยาฉีด และได้รับการตรวจเสมหะเพาะเลี้ยงหาเชื้อต้นเหตุ พร้อมทั้งทำการตรวจหาตัวยาที่สามารถฆ่าเชื้อโรคตัวนั้นๆ ได้ในบางครั้งแพทย์จะแนะนำให้อยู่โรงพยาบาลไม่เคย แล้วแต่ความเหมาะสม

5.ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยให้ดี การพักผ่อนที่เพียงพอ การรักประทานอาหารให้อุดมสมบูรณ์ย่อมทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรง สามารถต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ดี เมื่อเสมหะตกค้างในหลอดลม คุณก็สามารถไอเอาเสมหะออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้สุขภาพปาก และฟันจะต้องหมั่นดูแลให้อยู่ในสภาพดี เพราะหากมีเชื้อโรคซ่อนตัวในคอ ในปาก และฟันของคุณ อาจเล็ดลอดลงไปก่อเหตุในปอดและหลอดลมได้

5-qol/health/bronchiect.txt · Last modified: 2009/01/09 16:29 (external edit)
Back to top
chimeric.de = chi`s home Creative Commons License Valid CSS Driven by DokuWiki do yourself a favour and use a real browser - get firefox!! Recent changes RSS feed Valid XHTML 1.0